กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ2
วิสัยทัศน์ "เป็นองค์กรในการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนอย่างบูรณาการ และมีนวัตกรรมสู่ความเป็นสากล"
ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
ชื่อสมาชิก รหัสผ่าน: จดจำข้อมูลการเข้าระบบ

สอบถาม: สิทธิของประชนในกรณีตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด
(1 จำนวนผู้เยี่ยมชม) (1) บุคคลทั่วไป
  • หน้าที่:
  • 1
  • 2

กระทู้: สอบถาม: สิทธิของประชนในกรณีตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด

สอบถาม: สิทธิของประชนในกรณีตรวจปัสสาวะ​หาสารเสพติด 27 Feb 2013 10:44 #268

  • เสกสรรค์ ชมภูศรี
ผมมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอุบลราชธานีและเดินทางเข้าไปเยี่ยมเพื่อนในกรุงเทพ วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลาประมาณ 4:00 น. ผมยืนอยู่ป้ายรถเมล์บนถนนลาดพร้าวพร้อมกันชายอีกคนหนึ่งซึ่งผมไม่ได้รู้จักกัน มีรถตำรวจของสน.วังทองหลางผ่านมาแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ขอความร่วมมือไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่ สน. ผมกับผู้ชายคนนั้นก็ขึ้นรถไปกับตำรวจไปที่สน.วังทองหลาง แล้วปัสสาวะใส่กระปุกให้ตำรวจเอาไปตรวจ ตำรวจแจ้งว่าจะเอาปัสสาวะไปตรวจที่ รพ.นพรัตน์ (ซึ่งอยู่ห่างไป 30 กม.) แต่เพียง 5 นาที ตำรวจก็กลับมาบอกว่า ทั้งสองคนมีปัสสาวะสีม่วง แล้วยึดเอาทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของผมไปแล้วจับเข้าห้องขัง และแจ้งว่าต้องการเงิน 36,000บาทเพื่อเคลียร์คดีทุกอย่างให้

แล้วโทรหาญาติผมและอีกชายอีกคนที่ถูกจับมาพร้องกันเพื่อให้ส่งเงินมาเคลียร์คดี ตอนสายของวันนั้นภรรยาของชายคนนั้นนำเงินมาให้ตำรวจ โดยเขาเล่าให้ฟังว่าเอารถยนต์ไปจำนำถึงได้มีเงินมาไถ่ตัวสามี ตำรวจก็เปลี่ยนสำนวนคดีของชายคนนั้นใหม่

ส่วนผม ญาติที่ต่างจังหวัดไม่มีใครส่งเงินมาเคลียร์คดีตามที่ตำรวจร้องขอ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลาประมาณ 11:00 เพื่อนของพี่ชายผมมาเยี่ยมผมที่ห้องขังที่ สน. แล้วพบกับตำรวจเจ้าของคดีผม เพื่อนพี่ผมถามว่า "ที่โทรไปหาทางบ้านที่ต่างจังหวัดที่จะเคลียร์คดีให้นี่จะทำยังงัยเหรอคะ" ตำรวจตระโกนเสยงดังว่า "เคลียร์เคลออะไร ไม่มี!" แล้วก็เดินเข้าห้อเอาเงินมาแต่งไป สักพักก็ออกมากวักมือเรียกเพื่อนพี่ผมให้เข้าไปคุยในห้อง พอเข้าไปในห้องปุ๊บตำรวจก็ถามขึ้นทันทีว่า "เงินน่ะเอามาครบมั้ยๆ" แล้วเพื่อนของพี่ผมแจ้งกับตำรวจนายนั้นว่า "ไม่ได้เอาเงินมาแต่จะขอประกันตัว" ตำรวจตอบว่าไม่ให้ประกันตัวเพราะหมดเวลาประกันตัวแล้ว จากนั้นก็รีบพาตัวผมออกจากห้องขังโดยบอกกับเพื่อนพี่ผมว่าจะเอาตัวไปศาลอาญารัชดา เพื่อนพี่ผมก็ขับรถตามไปที่ศาลอาญารัชดาสอบถามเจ้าหน้าที่ที่นั่นก็บอกว่ายังไม่เห็นมีการส่งตัวมาจากสน.วังทองหลาง ปรากฏว่าผมถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกลางคลองเปรมเลย

ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวของผม ตำรวจคืนให้กับเพื่อนพี่ผม เงินในกระเป๋าสตางค์ตำรวจก็ดึงเอาไปหมดไม่เหลือสักบาท พระเครื่องหลวงพ่อเงินตำรวจก็ดึงเอาไป แล้วบอกกับเพื่อนพี่ผมว่า "ถ้ามันอยากได้คืนให้เจ้าของมันมาเอาคืนเอง"

เรือนจำกลางคลองเปรมแดน 13 สำหรับผู้ต้องหารอการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด แต่ชีวิตในนั้นเหมือนไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอยู่ได้ อาหารเป็นข้าวคลุกน้ำแกงจะถูกเทใส่กะละมังให้ทานกะละมัง 8 คนไม่มีช้อนให้ และให้นักโทษดูแลควบคุมกันเอง ผมไม่ยอมทานอาหารเลยเพราะกลัวติดเชื้อโรคจากคนอื่นๆ ผมดื่มแต่น้ำ แล้วนอนเฉยๆไม่พูดคุยกับใคร

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เพื่อนพี่ผมไปขอประกันตัวผมที่สำนักงานคุมประพฤติ แต่เนื่องจากญาติต้องมาเป็นผู้ประกันตัว เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้เป็นผมทำเรื่องประกันตัวเอง
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ผมถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ไม่มีญาติมารับเพราะทุกคนอยู่ที่ต่างจังหวัด ไม่มีทรัพย์สินอะไรติดตัวเลย ผมจึงขอยืมเงินจากญาติของนักโทษคนอื่นๆที่ถูกปล่อยตัวพร้อมกัน เพื่อเป็นค่าเดินทางไปหาเพื่อนพี่ผมที่ที่ทำงานเขาแถวพระรามเก้า เพื่อรับทรัพย์สินผมคืนกับขอยืมเงินพี่เค้าซื้อข้าวกิน หลังจากที่ไม่ได้กินข้าวมาเลยเกือบอาทิตย์

วันนี้ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 สำนักงานคุมประพฤตินัดผมไปตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่าไม่พบสารเสพติด

สรุปว่าสิ่งที่ผมอยากเรียนถามกรมคุ้มครองสิทธิฯก็คือ
การที่ตำรวจตรวจปัสสาวะประชาชนเพียงครั้งเดียวสามารถส่งประชาชนเข้าห้องขังเลยได้หรือไม่
เพราะเพื่อนที่เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา อธิบายให้ผมฟังว่า ตามขั้นตอนการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ขั้นแรกตรวจที่ตำรวจ หากได้ผลเป็นสีม่วง ต้องนำเจ้าตัวไปตรวจผลเพื่อยืนยันอีก 2 ครั้ง เพื่อยืนยันผลอย่างละเอียดว่าเป็นสารชนิดใดจากโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือของรัฐ ถึงจะสามารถส่งดำเนินคดีได้ เพราะการทานยาแก้ไข้หวัดชุดทดสอบเบื่องต้นก็ให้ผลเป็นสีม่วงเหมือนกัน
ทำไมผมถูกตรวจที่ตำรวจครั้งเดียวที่สน.ก็สามารถถูกส่งเข้าเรือนจำได้เลย?
การกระทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนหรือ?

ขอบพระคุณมากครับ
เสกสรรค์ ชมภูศรี
แก้ไขล่าสุด: 27 Feb 2013 16:05 โดย E-justice.

ตอบกลับ: สอบถาม: สิทธิของประชนในกรณีตรวจปัสสาวะ​หาสารเสพติด 27 Feb 2013 16:04 #270

  • E-justice
  • ออฟไลน์
  • Moderator
  • จำนวนโพสต์: 227
  • พลังน้ำใจ: 3
เรียน คุณเสกสรรค์ ชมภูศรี
ตามที่ท่านได้ขอรับคำปรึกษาเข้ามานั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวขอเรียนว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจในการรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใดๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี หากการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจำเป็นจะต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผมหรือขน น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือส่วนประกอบของร่างกายจากผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจให้แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจดังกล่าวได้ แต่ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร และผู้ต้องหานั้นยินยอม
หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหานั้น
ดังนั้น หากผู้ต้องหาต้องการจะโต้แย้งผลการตรวจพิสูจน์นั้นเป็นอย่างอื่น เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาล ผู้ต้องหาก็ยังคงโต้แย้งต่อสู้ได้ในชั้นศาลต่อไป


หากท่านมีความประสงค์ที่จะขอรับความช่วยเหลือหรือขอรับการสนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางคดี ในกรณีใดดังต่อไปนี้
1.การประกันการปล่อยตัวชั่วคราว
2.การจ้างทนายความว่าความในคดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง หรือการบังคับคดี
3.การวางค่าธรรมเนียมขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมอื่นๆในคดีแพ่ง และคดีปกครอง
4.การดำเนินคดีเกี่ยวกับการพิสูจน์ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน
5.เงินหรือค่าใช้จ่ายอื่น ได้แก่ ค่าพาหนะเดินทาง ค่าที่พัก ค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์กองทุน
6.การคุ้มครองช่วยเหลือให้ได้รับความปลอดภัยจากการก่ออาชญากรรม
7.เงินหรือค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา การกระทำโดยมิชอบทางปกครอง หรือการกระทำละเมิดในลักษณะที่มีผลกระทบต่อประชาชน
8.สนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กองทุนยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หมายเลขโทรศัพท์ 021412916-20


อีกทั้ง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ยังมีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยในคดีอาญามีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.ต้องเป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ
2.และถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี และ
3.ต่อมาปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด หมายถึงเมื่อศาลพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
โดยวิธีการยื่นคำขอรับสิทธิ จำเลย หรือทายาท (กรณีจำเลยถึงแก่ความตาย) ต้องยื่นคำขอด้วยตนเอง ต่อคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาตามแบบที่สำนักงานกำหนด ณ สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติอาคาร ราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 2 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2141-2847 - 62
ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องเพราะปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด แล้วแต่กรณี


การให้คำปรึกษาดังกล่าวเป็นการให้คำปรึกษาในเบื้องต้นไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้ในการดำเนินคดีใดๆ หากท่านมีข้อสงสัยเรื่องปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวท่านสามารถขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด (สยจ.) ประจำจังหวัดของท่าน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย
หรือที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติอาคาร ราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 หมายเลขโทรศัพท์ที่ปรึกษากฎหมายของประชาชนทั่วไป 0 2141 2761-63
หรือที่สายด่วนคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหมายเลข 1111 กด 77 ทั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา

ตอบกลับ: สอบถาม: สิทธิของประชนในกรณีตรวจปัสสาวะ​หาสารเสพติด 28 Feb 2013 19:49 #277

  • เสกสรรค์ ชมภูศรี
ขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบ
ข้อความของผมข้างต้นนั้นเป็นความจริงทุกประการ
ประเด็นก็คือการให้อำนาจพนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวบหลักฐานแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้วสามารถส่งผู้ต้องหาเข้าเรือนจำได้เลย ผมมองว่าไม่มีความยุติธรรม ยิ่งในกรณีคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นคดีร้ายแรง แล้วมันเป็นการยากสำหรับผู้ต้องหาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเพราะเข้าไปอยู่ในห้องขังเรียบร้อยแล้วทำอะไรไม่ได้อีก

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของผม พนักงานสอบสวนตรวจสอบเบื้องต้นว่าปัสสาวะเป็นสีม่วงแล้วสามารถส่งตัวผมเข้าเรือนจำได้
ซึ่งแพทย์เองก็ยังเข้าใจว่า "จะดำเนินคดีต้องตรวจ 3ครั้ง ครั้งแรกเบื้องต้น ตำรวจอาจตรวจเองในที่เกิดเหตุ ถ้าผลเป็นบวก ตำรวจต้องพาตัวผู้ต้องหาไปตรวจที่โรงพยาบาลรัฐที่เชื่อถือได้ ซึ่งก็ยังเป็นการตรวจเบื้องต้นอยู่ และผลครั้งนี้ใช้เพื่อบำบัดรักษาเท่านั้น ภายใต้แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ถ้าจะดำเนินคดีต้องตรวจครั้งที่ 3 เป็นการตรวจยืนยัน การทานยาแก้หวัดก็ตรวจปัสสาวะเจอสีม่วง ตรวจครั้งเดียวจะดำเนินคดีได้อย่างไร"

ถ้าขั้นตอนเป็นไปอย่างที่แพทย์กล่าว ผมว่าน่าจะยุติธรรมกว่าขั้นตอนที่เป็นอยู่ขณะนี้
เพราะถ้าให้พนักงานสอบสวนตรวจปัสสาวะ ถ้าได้สีม่วงก็ส่งดำเนินคดีเลย เป็นช่องทางให้เกิดการทุจจริตและกลั่นแกล้งประชาชนได้ง่ายมากมาย เช่นสลับหลักฐาน หรือนำหลักฐานเท็จไปตรวจที่โรงพยาบาลซึ่งตัวผู้ต้องหาไม่ได้ไปด้วยตัวเอง
แต่ถ้าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องความยุติธรรม เคร่ดครัดในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ เช่นคดีตำรวจตรวจพบปัสสาวะสีม่วง ให้เป็นความจำเป็นอย่างเคร่งครัดที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจยืนยันผลที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ถ้าไม่มีผลการตรวจจากตัวผู้ต้องหาจากโรงพยาบาลก็ให้ยกเลิกการส่งคดีขึ้นสู่ศาล
เพียงขั้นตอนเดียวเท่านี้ก็สามารถลดคดีใส่ร้ายไร้สาระที่จะต้องส่งขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาคดี
อีกทั้งยังลดการทุจริตของพนักงานสอบสวนที่บิดเบือนคดีเพื่อเรียกรับผลประโยชน์
และที่สำคัญที่สุดคือ คนบริสุทธิที่ประกอบอาชีพสุจริตไม่ต้องไปอยู่ในเรือนจำโดยไม่จำเป็น

ผมยังฝันถึงว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยเราจะมีความยุติธรรมให้กับทุกๆคนเท่าๆกัน และคนชั่วที่ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่ผิดจะพินาจย่อยยับไป

VGiRHdQiRWzQbxS 11 Feb 2014 01:01 #5092

  • Latasha

MEKmRxOColFDahZrnJ 12 Feb 2014 07:48 #5361

  • Mccayde

YtLCiEgLQrsZV 20 Feb 2014 23:11 #5439

  • Viki
  • หน้าที่:
  • 1
  • 2
ใช้เวลาในการร่างหน้านี้: 1.15 วินาที